วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เนื้องอกมดลูก

เนื้องอกมดลูก
เป็นเนื้องอกที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์กล้ามเนื้อปกติของมดลูก โดยไม่ทราบสาเหตุแน่นอนสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากพันธุกรรม หรือ ฮอร์โมนเพศหญิง และตัวเร่งการเจริญเติบโต     ที่มดลูก มีส่วนเร่งให้เนื้องอกนี้โตขึ้น เพราะพบว่าส่วนใหญ่เนื้องอกจะมีขนาดเล็กลงหลังวัยหมดระดู มักเกิดหลายก้อนในกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้มดลูกโตไม่สม่ำเสมอ ผิวมักจะเป็นลอน ลักษณะค่อนข้างแข็งมีขนาดแตกต่างกันได้มาก
อาการของโรค
๑.ถ้าก้อนเนื้อยังมีขนาดเล็กอาจไม่มีอาการใดๆ และตรวจพบได้จากการตรวจร่างกาย
๒.ขั้นอันตราย ได้แก่ เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด มีเลือดระดูออกมากขึ้น บางรายอาจมีอาการเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบระดู
๓. อาการจากการกดเบียดของมดลูกที่โตขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไม่สายบริเวณหัวหน่าวปัสสาวะบ่อยขึ้น หรืออาจกดบริเวณทวารหนักทำให้ท้องผูก
๔ . บางรายอาจคลำพบก้อนในท้องหรือรู้สึกท้องโตขึ้นโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย หรือเจ็บบริเวณท้องน้อย
อาการแทรกซ้อน
๑.     เลือดออกภายในก้อน
๒.    การอักเสบของก้อนเนื้องอกและติดเชื้ออาจกลายเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง
การรักษานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น
อายุผู้ป่วย ขนาดของเนื้องอก ความต้องการบุตร อาการหรือภาวะแทรกซ้อน และสภาพของผู้ป่วย ในผู้ป่วยที่ก้แนเนื้องอกไม่โตมากและไม่มีอาการผิดปกติ อาจไม่ต้องให้การรักษาใดๆ เพียงแต่คอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของขนาดเนื้องอก โดยเฉพาะในสตรีที่อายุใกล้หมดระดู เพราะหลังจากหมดระดูก้อนเนื้องอกจะมีขนาดเล็กลง ทั้งนี้เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นตัวกระตุ้นให้เนื้องอกเติมโตเร็วผิดปกตินั้นลดปริมาณลงมากในระยะที่ผู้หญิงหมดระดูการ ส่วนผู้ที่มีเนื้องอกขนาดโต หรือมีอาการผิดปกติอันเนื่องจากก้อนเนื้องอก โดยส่วนมากแพทย์จะให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเอามดลูกทิ้งหรือเพียงแต่เลาะเอาก้อนเนื้องอกออกก็พอแต่ทั้งนี้จะได้รับการรักษาด้วยวิธีใดขึ้นกับขนาดของก้อน ความต้องการบุตรและอายุของผู้ป่วย ในการผ่าตัดอาจใช้วิธีผ่าตัดทางหน้าท้องหรือการผ่าตัดผ่านทางกล้องก็ได้ในรายที่ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่อาจฉีดยาบางอย่างเพื่อทำให้ก้อนเนื้อมีขนาดเล็กลง เพื่อให้การผ่าตัดง่ายขึ้น สำหรับผู้ที่ผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้องอกออก ก้อนเนื้องอกเล็กๆ ที่หลงเหลืออยู่จะโตขึ้นมาใหม่ได้
 ปัจจุบันมีวิธีการรักษาก้อนเนื้องอกโดยไม่ต้องผ่าตัด เพียงแต่ใส่สายพลาสติกเข้าไปทางหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอก แล้วฉีกสารบางอย่างไปอุดหลอดเลือดนั้นจะทำให้ก้อนเนื้องอกฝ่อยุบหายไปได้
โรคธาลัสซีเมีย
เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงโดยถ่ายทอดจากพ่อแม่ทางกรรมพันธุ์ผู้ป่วยจะมีอาการซีด
อาการของโรคธาลัสซีเมีย
มีอาการซีด มี 2 แบบ คือ แบบที่1 แบบพาหะจะไม่แสดงอาการใดๆแต่มีความผิดปกติของเม็ดเลือด สามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ โดยเฉลียคนไทยมีผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้ถึงร้อยละ 30 – 40 หรือประมาณ 18 - /20 ล้านคน   แบบที่ 2 แบบเป็นโรคซึ่งจะมีอาการแสดงของโรคและสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ พบในประเทศไทยประมาณ 5000,000 คน โดยมีอาการต่างกัน ดังนี้
ความรุนแรงของโรคธาลัสซีเมีย
๑ .ชนิดรุนแรงมาก ทารกจะตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือหลังคลอด
๒. ชนิดรุนแรง แรกเกิดอาจไม่มีอาการแต่เมื่ออายุประมาณ 3-6 เดือน อาการที่สำคัญคือ
ซีดอ่อนเพลีย ท้องป่อง ม้ามตับโต มักซีดมากจนต้องรับเลือดเป็นประจำ
๓. ชนิดปานกลาง จะมีอาการซีดมากขึ้นเมื่อมีไข้
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เป็นธาลัสซีเมียแบบพาหะ
 คือ ควรวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงการมีลูกเป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมียโดยพาคู่สมรสไปตรวจเลือดก่อนมีลูก ในผู้ที่เป็นธาลัสซีเมียแบบพาหะ ควรแนะนำให้ญาติ พีน้องไปตรวจเลือด และคอยระวังภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก  ในกรณี เมื่อร่างกายต้องสูญเสียโลหิตไปในปริมาณมากๆ เช่นการผ่าตัดใหญ่ คลอดบุตร อุบัติเหตุ สตรีที่มีประจำเดือนมากผิดปกติ ( ปกติประมาณ 60 – 80 )ซีซี/เดือน รวมถึงการบริจากเลือดครั้งละ 350 – 450 ซีซี (หรือ 10-12% ของปริมาณโลหิตในร่างกาย ) แผลในกระเพาะอาหาร มีโลหิตออกมาก ริดสีดวงทวารที่มีโลหิตออกเรื้อรัง หรือพยาธิปากขอ ในลำไส้ ซึ่งในภาวะเหล่านี้จะทำให้ร่างกายสูยเสียธาตุเห,กมากกว่าปกติถ้าไม่ได้ป้องกัน แก้ไขจะนำไปสู่การเกิดภาวะโลหิตจางจากการสูญเสียธาตุเหล็กได้ ให้รัปประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กมากๆ

อาหารที่มีธาตุเหล็กเหมาะสำหรับผู้ที่สุญเสียธาตุเหล็กในโรคเลือดจาง
ได้แก่ เลือด , เนื้อสัตว์ , เครื่องใน , ไข่ , ข้าวกล้อง ลูกเดือน , ข้าวฟ่าง , งาขาว , งาดำ , ถั่วต่างๆ , ผักใบเขียว , ผักหวานสวน , มะเขือพวง  ซึ่งพืชผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง จะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกายได้ดีขึ้น

โรคเลือด

โรคเลือด
ซึ่งอาจเป็น ธาลัสซีเมีย หรือ ฮีโมฟีเลีย
โรคฮีโมฟีเลีย
        เป็นโรคเลือดออกง่ายหยุดยากมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ x-linked recessive อุบัติการณ์เท่ากับ 1: 13,000 ถึง 1:20,000 ของประชากรไทย ฮีโมฟีเลียที่พบบ่อยมี 2 ชนิด คือ ฮีโมฟีเลียเอ เกิดจากการขาดแฟกเตอร์ viii และ ฮีโมฟีเลียบี เกิดจากการขาด แฟกเตอร์ ix โดยปกติจะพบ ฮีโมฟีเลียเอ มากกว่า ฮีโมฟีเลียบี ถึง 5 เท่า  บางรายอาจไม่มีประวัติของโรคเลือดในครอบครัวมาก่อน คือเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ( gene mutation ) ในผู้ป่วยหรือมารดา ในปัจจุบัญ สามารถให้การดูแลรักษาจนมีอายุยืนยาวเท่าคนปกติได้ โดยจะมีการให้เลือด หรือ พลาสมาเวลามีเลือดออก

อาการของโรคฮีโมฟีเลีย
ผู้ป่วยมักจะมีอาการเลือดออกง่าย ออกนาน หยุดยาก เป็นๆ หายๆ ตั้งแต่เด็ก และเป็นตลอดชีวิตอาการเลือดออกมากหรือน้อยต่างกันตามความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ป่วยบางรายมีอาการเลือดออกเป็นก้อนนูน โดยมักเกิดจากการกระทบกระแทกเล็กๆน้อยๆในบางรายอาจมีบาดแผลแล้วเลือดหยุดยากบางรายอาจมีเลือดออกในกล้ามเนื้อจนซีดและช็อกและพบว่า บางคนอาจมีเลือดออกโดยเกิดขึ้นเองในข้อ ได้แก่ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อมือ ข้อเท้า เป็นต้น ทำให้มีอาการปวดบวมแดงร้อน คล้ายข้ออักเสบ หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ข้อติดแข็งพิการได้ ถ้ามีเลือดออกในกล้ามเนื้อของคอหรือกล่องเสียง ทำให้กดหลอดลม อาจมีอันตรายถึงตายได้ถ้ามีเลือดออกในสมอง อาจทำให้ผู้ ป่วยตายได้
ความรุนแรงของโรคฮีโมฟีเลีย
แบ่งได้ 3 ระดับ ตามผลการตรวจเลือด
๑.     ชนิดรุนแรงมาก มีระดับแฟกเตอร์ viii หรือ ix น้อยกว่า 1% ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกในข้อหรือในกล้ามเนื้อ เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องได้รับอุบัติเหตุ
๒.    ชนิดรุนแรงปานกลาง มีระดับแฟกเตอร์ viii หรือ ix อยู่ในช่วง 1-5% ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกในข้อหรือในกล้ามเนื้อเมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล้กน้อยหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็จะทำให้มีข้อพิการเหมือนในชนิดที่เป็นรุนแรง
๓.    ชนิดรุนแรงน้อย มีระดับแฟกเตอร์ viii หรือ ix มากกว่า 5-25% ผู้ป่วยมักมีอาการเลือดออกเมื่อได้รับอันตรายรุนแรง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีเลือดออกเป็นครั้งคราว


       ควรหลีกเลียงจากการกระทบกระแทก หรือ อุบัติเหตุต่างๆ ที่จะเป็นสาเหตุของเลือดออกได้ และถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกไม่หยุดเมื่อเกิดแผล หรือเลือดออกในข้อให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว และผู้ป่วยควรรู้หมู่เลือดของตนเองควรมีสิ่งแสดงว่าตัวเองเป็นโรคนี้และมีหมู่เลือดอะไร ควรพกไว้ติดตัวเสมอ เพื่อประสบอุบัติเหตุหรือมีเลือดออกจะได้ให้ความช่วยเหลือได้ถูกต้องและทันท่วงที่ นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ซึ่งอาจทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น